
สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จาก 1,950 เป็น 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 28 กันยายน 2569 เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือและน้ำจากลำน้ำสาขาที่กำลังไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากมวลน้ำเหนือและน้ำจากลำน้ำสาขา ทำให้กรมชลประทานจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด

สำหรับมวลน้ำที่ระบายออกมานั้น คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางถึง จ.อ่างทอง ประมาณ 17-18 ชั่วโมง และอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเพิ่มขึ้นอีกราว 30 เซนติเมตร
ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลางเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ จ.อ่างทอง ซึ่งระดับน้ำบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอยู่ที่ 7.92 เมตร ใกล้แตะระดับวิกฤต 8 เมตรแล้ว ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองอ่างทอง อ.ป่าโมก อ.วิเศษชัยชาญ และ อ.ไชโย
ทางการยังได้แจ้งเตือนพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครให้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด ครอบคลุม จ.อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและนอกแนวคันกั้นน้ำ

ด้านพื้นที่กรุงเทพฯ แม้ระดับน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักหลายจุดจะเริ่มลดลงแล้ว แต่ชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งยังคงมีน้ำท่วมขังสูง เช่น แฟลตคลองจั่น เคหะร่มเกล้า และพื้นที่เขตลาดกระบัง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งที่สร้างความกังวลคือมวลน้ำเหนือที่กำลังทยอยไหลลงมาสมทบ ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำท่วมขังเดิม จึงต้องจับตาว่าปริมาณน้ำระลอกใหม่จะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่
ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ จึงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป
